วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551

แสงรุ้งที่หายไป - The Lossing Rainbow


ละล่วงแล้วพลัดพรากจากโลกนี้
สิ้นพระองค์ทรงศรีแห่งผองชาติ
พระองค์เจ้าพี่นางฯมิ่งทวยราษฎร์
วันนี้จากลับลาโลกากาล

เปรียบประดุจท้องฟ้ายามหลังฝน
แสงรุ้งงามปรากฏบนนภาศาล
วันนี้แสงเจ็ดสีลีลางาม
จากฟ้าครามลับลาจากโลกไป

โอ้ว่าแสงสดสีลับรี่จาก
นํ้าตาเราไหลพรากสะเทือนใจ
แสงสีหนึ่งสองสามลางจางไป
สี่ห้าหก..เจ็ดไซร้..หายกับลม

ขอพระองค์ทรงไปดีในที่หน้า
สูงเทียมเหนือเกศาของไทยผอง
เหล่าปวงชนนับวันนี้นิรันดร
จะกราบไหว้ อาวรณ์ สดุดี

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2550

รอยเท้าของพ่อ - The Father's Footprint

รอยเท้าของพ่อ
The Father’s Footprint


ตะวันแดงส่องแสงลงในดงแดน

ช่างยากแค้นจะเดินต่อในแห่งหน

เพียงจะเดินข้ามไพรยังอับจน

ใครจะทนเดินไปทั่วทั้งไทยแดน

ดวงใจข้าช่างเหนื่อยและรันทด

ก็ปรากฏรอยเท้าช่างไกลแสน

ณ ที่นี้ ณ ที่ที่ สุดยากแค้น

เคยมีคนเดินแล่นผ่านแผ่นดิน

พ่อเคยมาที่นี่เมื่อนานแล้ว

พ่อมาช่วยพวกเราทั้งหมดสิ้น

พ่อเดินทางหาพี่น้องทั่วแผ่นดิน

พ่อเดินสิ้นข้ามถิ่นแดนพงไพร

ฉันเหม่อมองรอยเท้าก็ฉุกคิด

ทั้งชีวิตต้องยืนหยัดดั่งพ่อได้

ความมานะความเพียรไม่สลาย

จะอยู่กับฉันจนฉันตายอย่างพ่อเป็น

พ่อสอนพ่อสั่งฉันเสมอ

ทำสิ่งใดต้องเกิดหลังฉันคิด

และสิ่งนั้นต้องดียิ่งในดวงจิต

สุจริตเพื่อทุกคนในทุกทาง

เหม่อมองรอยเท้าของพ่อนั้น

ที่บากบั่นเพื่อแผ่นดินถิ่นไทยผอง

ที่ทรงทำเพื่อปวงไทยถิ่นขวานทอง

เมื่อฉันมองน้ำตาพาไหลออ

มือสองกำหมัดแน่นต้องทำได้

แม้นจะตายขอได้เสี้ยวของตัวพ่อ

จะยืนหยัดในความดีจะทำต่อ

เท้าก็ย้ำตามทางพ่ออย่างสุขใจ

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เช กูวาร่า (Che Guavara) - Viva El Che


ตะวันลับลาฟ้าบนเนินเขา
ตะลับลับลาเราจากขอบฟ้า
ตะวันเคยส่องแสงอยู่ตรงหน้า
วันนี้กลับลับลาเมินหน้าไป


ตะวันแดงแผดถิ่นแผ่นดินร้อน
ร่างหนึ่งนอนในป่าพนาใหญ่
ผู้นำชนต่อสู้คนจัญไร
วันนี้กลับหลับไปไม่หวนคืน

วันคืนเขาเคยต่อสู้เพื่อประชา
ให้มีสุขยืนสู้หน้าไม่ขัดขืน
ให้คนเคยนอนนั่งสู้หยัดยืน
เขาเป็นฟืนก่อไฟเสรีชน

โอ้ว่าผู้เป็นแพทย์ชาวอาเจน
เห็นทุกข์เข็ญไพร่ฟ้าผู้ยากจน
ขาดแม้นเสรีภาพแห่งตัวคน
ไร้หนทางดิ้นรนเผด็จการ

ปฏิญาณชีวิตของตัวเขา
จะเป็นของพวกเราทุกถิ่นที่
ไม่ใช่แค่อาร์เจนไตน์สู้ไพรี
แต่จะสู้เพื่อทุกที่ทุกแผ่นดิน

ปฏิบัติวางแผนที่เม็กซิโก
ต้องสู้กับครัสโตรกู้เกาะหิน
นามคิวบาของผู้คนในท้องถิ่น
มือจับปืนนอนนิ่งในเรือยนต์

เรือลอบเข้าเกาะใหญ่อย่างใจเย็น
เป็นคืนปราบทุกข์เข็ญประชาชน
ได้รับการยอมรับทุกทั่วคน
ชาวบ้านบนเกาะน้อยอยู่ข้างกัน

แล้วก็ปราบบาติสตามหาราช
กุมอำนาจแผ่นดินคิวบานั้น
ส่งฟิเดลเป็นใหญ่ในคืนวัน
ส่วนเขานั้นไม่หวังซึ่งสิ่งใด

วันหนึ่งลาครัสโตไปจากชาติ
เพื่อประกาศเจตนารมณ์อันใหญ่
ตัวกูบ่ได้เป็นของชาติใด
ตัวกูไซร้เป็นลาตินทุกทั่วคน

ในชาติใดไร้ซึ่งเสรีภาพ
ถูกเผด็จการกำราบในทุกหน
อยู่ใต้โลภแห่งผองมะกันชน
เขาจะสู้ผจญเพื่อเสรี

เช ต่อสู้ในหลายหลากประเทศ
จนสุดเขตสุดชีวิตแสนสั้นนี้
บนเนินดิน ณ โบลีเวีย เป็นชาติพลี
สิ้นคนที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์

40 ปี เชจากไปจากโลกเรา
40 ปี ความเศร้าน่าสงสาร
โลกตกเป็นของเล่นของจอมมาร
ที่ละโมบสืบสานจากวันนั้น

อเมริกันยังคงครอบครองโลก
อันทุกข์โศกของชีวิตยังมหันต์
โอ้ว่าคนหวังดีขาดผู้นำ
ไร้คนถือธงธรรมสู้ไพรี

ตราบใดหนอที่โลกยังไร้สุข
พันธนาการความทุกข์อยู่ทุกที่
เช ยังคงไม่ตายจากโลกี
เช ยังอยู่ที่นี่ไม่ห่างหาย

โอ้บุรุษผู้เป็นนักยุติธรรม
ผู้เห็นคนประสบกรรมเป็นเรื่องใหญ่
ผู้อยากเห็นคนลาตินลืมตาได้
ผู้อยากเห็นคนเป็นไททุกทั่วถิ่น

จะซ้ายขวาใช่ว่าบอกดีร้าย
แต่อยู่ที่หัวใจของคนสิ้น
ซ้ายอย่าง เช ที่ยอมตายเพื่อแผ่นดิน
จะโดนใครดูหมิ่นได้อย่างไร

ดังคำวาน ชอง ปอล ชาร์ต ท่านเคยกล่าว
ว่าโลกเรามี เช ผู้ยิ่งใหญ่
เป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์กว่าคนใด
เพราะมีใจเพื่อโลก เพื่อประชา

โอ้ลูกหลานไทยเทศจงเอาอย่าง
อย่าให้ร่างจากไปแสนไร้ค่า
จงตั้งมั่นยุติธรรมเพื่อประชา
จงยืนหยัดต่อสู้หน้าคนอธรรม์

โลก (Beings' World)

เคยมีคนบอกว่าโลกคือสิ่งที่สร้างมาอย่างลงตัว สมดุล และยืดหยุ่นที่สุด ด้วยระบบวิศวกรรม และพันธุกรรม ที่ยากจะหยั่งถึงได้ โลกเหมือนถูกสร้างจากสิ่งที่ตรงกันข้ามกันหลายๆสิ่ง น้ำกับไฟ ดำกับขาว ซ้ายกับขวา เหมือนดังปรัชญาหยินหยางของเต๋า โลกไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ มันหล่อหลอมจนเป็นสีเทา เป็นความลงตัวที่ยากจะอธิบาย แต่บางที บางคนก็กล่าวว่า มันไม่ได้มีอะไรเลย ไม่มีสิ่งต่างๆที่เราเห็น ไม่มีสีอะไรเลย

โลกสีขาว

แสงตะวันส่องแยงตาของเขา นัยน์ตานั้นค่อยๆเปิดคลายออกมาจนเบิ่งกว้าง เช้าวันใหม่ในชีวิตเริ่มต้นแล้ว

สนธิ ไม้เทศ พยายามจะลุกขึ้นจากเตียง แต่ก็ลุกไม่ไหว ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ช่างมากเหลือเกิน มากแต่ก็คุ้ม เขาไม่ต้องการเวลาเช้าที่แสนโดดเดี่ยว สิ่งที่เขาต้องการคือเวลากลางดึก เพื่อนฝูง และเหล้า เขายินดีจะใช้เงิน และเวลาเพื่อแลกกับมัน

สนธิ ไม้เทศ มีความสุขเหลือเกิน เขามีเพื่อนมากมาย และไม่ต้องกังวลเรื่องการหาเงินหาทอง

ใครๆก็รู้ว่าตระกูลไม้เทศร่ำรวยมหาศาล ปู่ผู้เป็นต้นตระกูลของเขาเป็นจีนสื่อผืนหมอนใบ ค้าไม้ นำเข้าและส่งออกไม้กับต่างประเทศ นั่นคือที่มาของนามสกุล และความมั่งคั่ง ปู่ตายไปนานแล้ว เขาไม่เคยเห็นหน้าปู่ เขาเห็นแต่ผลแห่งทรัพย์สินของปู่ที่ตระกูลไม้เทศยังคงเสพสุขมาชั่วลูกชั่วหลานด้วยเงินฝากในธนาคารกับปันผลจากหุ้น

เขาไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ ครั้งหนึ่งเมื่อครูพบว่าเขาไม่ได้ทำการบ้าน ครูถามเขาว่าทำไมเขาถึงไม่ตั้งใจเรียน เขาไม่ตอบ แต่ในความคิดของเขา ถ้าคนเราต้องเรียนเพื่อทำงาน ทำงานเพื่อหาเงิน ดังนั้นถ้าเขามีเงินแล้ว เขาก็ไม่ต้องเรียนและทำงาน

สนธิไม่มีปริญญา แต่เขามีบุญและวาสนา ซึ่งมันคือทางลัดในชีวิตของเขา คือโลกที่แสนสบายของเขา สนธิหลับตาลง เขายังไม่พร้อมสำหรับเช้านี้ บางทีเขาอาจจะตื่นในตอนใกล้ๆเที่ยง โทรหา เชอร์รี่แฟนสาว แล้วขับรถสปอร์ตไปรับหล่อนมากินกลางวันด้วยกันที่ร้านอาหารแพงๆซักแห่ง

โลกสีดำ

แสงตะวันส่องแยงตาของเขา นัยน์ตานั้นค่อยๆเปิดคลายออกมาจนเบิ่งกว้างอีกครั้ง ค่อยๆลุกขึ้นดูนาฬิกาซึ่งบอกเวลาสิบเอ็ดโมงแล้ว

สนธิ ไม้เทศ ลุกขึ้นจากเตียง โทรหาเชอร์รี่แฟนสาวของเขา
ไม่มีการรับโทรศัพท์
เขาโทรอยู่สามรอบ เขาไม่เคยทุ่มเทกับอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย สนธิเริ่มหงุดหงิด เขาโทรหาวิชัยเพื่อนของเขา นัดกันไปกินกลางวันที่ร้านหรูในห้างใหญ่ใจกลางเมือง บางทีไอ้ชัยอาจจะทำอะไรให้เขารู้สึกดีขึ้นบ้าง
เขาเพิ่งรู้จักมันมาไม่นานนี้เองที่ผับแห่งหนึ่ง ชัยเป็นคนพูดเก่ง ผู้หญิงเยอะ เขาชอบมันมาก เขามักคุยกับเรื่องเที่ยวและผู้หญิง ผู้หญิงหลายคนของเขามาจากการแนะนำของชัย
สนธิขึ้นรถพอสส์คันโก้สีแดงเปิดประทุนของเขา วิ่งไปห้างนั้น เพื่ออาหารมื้ออร่อย เพื่อนที่แสนดี ช่างหัวเชอร์รี่มัน

สนธิ ไม้เทศ ถึงห้างที่ว่าแล้ว เขาเดินเข้าไปในห้างอย่างสง่า อย่างน้อยก็ในความคิดของเขา ไม่มีใครไม่สนใจมองรองเท้าหนังแท้จากอิตาลี เสื้อและกางเกงออกแบบจากห้องเสื้อในกรุงปารีส นาฬิการาคาเรือนแสนจากสวิส เขาชอบการแต่งตัวแบบนี้ เขาดูมั่นใจ และโดดเด่น

วิชัยนั่งรอเขาอยู่ในร้าน เมื่อเขามาถึง สนธินั่งลง
"เป็นไงมึง ท่าทางมึงจะเบื่อๆ" ชัยถามแขกที่เพิ่งมาถึง
"ก็กูเบื่อ" เขาตอบไปแบบห้วนๆ
ซักพักความสบายก็เริ่มกลับมาพร้อมกับเบียร์ตอนกลางวันที่วิชัยสั่งมาให้ดื่ม เบียร์เยอรมันนี่วิเศษ มันทำให้เขาสดชื่น และลืมเรื่องน่าเบื่อ เขามองออกไปนอกร้าน ซึ่งเป็นกระจกใส
ห้างนี้ช่างกว้างใหญ่ มีแต่ของหรูหราขาย คนเดินไปเดินมา มากหน้าหลายตา ผู้หญิงแต่งตัวกันสุดๆจริงๆ สนธิยิ้มและจิบเบียร์ พลันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ควงชายร่างสูงใหญ่อย่างกระหนุงกระหนิง
"นั่นมัน!!" สนธิอุทาน
"ชาญพล รุ่งเรืองวิทย์ ลูกชายมหาเศรษฐีบริษัทสื่อสารไง เดี๋ยวนี้ควงสาวสวยเชียว ชอบมาเดินห้างบ่อยๆ สงสัยคงซื้อของบำเรอสาวอีกล่ะสิ" วิชัยพูดซะยาวเหยียด
"ไม่ใช่ กูไม่ได้หมายถึงมัน ไอ้เหี้ยเอ๊ย มันควงแฟนกู"
เขาไม่รู้ว่าเชอร์รี่ไปรู้จักไอ้ชาญอะไรนี่ได้ยังไง แต่เขาต้องรู้ให้ได้ เขาวิ่งออกไปจากร้าน ชัยวิ่งตามออกมาดูเพื่อนของเขา สนธิวิ่งไปขวางหน้าเชอร์รี่กับคู่ควงมหาเศรษฐีของหล่อน
"เชอร์รี่ นี่มันอะไร!!" เขาตะหวาดหล่อนเสียงดังลั่นห้าง
คนเดินห้างหันมาหาพวกเขาด้วยความมึนงง
"อะไรกัน คุณเป็นใคร ไปกันเถอะค่ะชาญ เชอร์รี่เบื่อแล้ว เราไปหาอะไรอร่อยๆกินที่อื่นดีกว่า"
ชาญพลทำหน้ามึนงง แต่ไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาเดินไปกับหล่อน โดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง สนธิเดือด นิ้วชี้ไปที่สองคนนั้น พลางปากก็พล่าม
"เออดีอีเชอร์รี่ มึงได้ไอ้คนรวยแล้วมึงก็ทิ้งกู อีผู้หญิงดัดจริต ปอกลอกผู้ชาย"
ไม่มีการตอบโต้ มีแต่ไทยมุงที่มองสนธิด้วยความประหลาดใจ สนธิโมโหจัด วิ่งหมายเข้าไปหา สองคนนั่น ชัยดึงตัวเขาไว้
"มึงเป็นอะไร ใจเย็นๆสิ กลับไปแดกต่อ ไปเร็ว"
อาหารยังไม่ลงท้อง แต่สภาพจิตใจของเขาไม่พร้อมจะให้เขากินอะไรได้แล้ว เขาขึ้นรถ วิ่งรถด้วยความเร็วสูง หักเลี้ยวตรงหน้าห้าง เสียงดังโครม!! เขาหลับ เป็นการหลับที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

โลกสีเทา

แสงตะวันส่องแยงตาของเขา นัยน์ตานั้นค่อยๆเปิดคลายออกมาจนเบิ่งกว้าง เขาไม่รู้ว่านี่มันเวลาไหนกันแน่ แต่มันไม่ใช่บ้านของเขา นี่มันคือโรงพยาบาล เขามานอนอยู่ที่นี่ได้ยังไง เขาไม่รู้ ไม่มีใครมาเฝ้าไข้เขา แม่ของเขาคงกำลังช๊อปปิ้งอย่างสบายใจที่ฮ่องกง หรือไม่ก็มอนทีคัลโร่ ตั้งแต่พ่อตาย แม่ดูมีความสุขขึ้นเยอะ สนธิยิ้มแหยๆ เขาไม่อยากนึกถึงเรื่องพวกนี้ จะมีใครตามหาเขาไหมเมื่อเขามานอนเจ็บอยู่ตรงนี้ เขามองโทรศัพท์ มันไม่ส่งเสียงอันใด พยาบาลเล่าว่าพลเมืองดีพาเขามาส่งที่นี่ เฝ้าเขาอยู่ซักพักแล้วก่อนจะจากไป เขาอยากรู้ว่าคนคนนี้เป็นใคร อยากจะตอบแทนเขา เมื่อพยาบาลออกไป โลกก็ว่างเปล่า เขาเหงา
พลันเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เพื่อนเที่ยวของเขาถามเขาว่าคืนนี้จะไปไหม เขาบอกว่าเขาอยู่โรงพยาบาล เพื่อนถามว่าเป็นไร เขาตอบว่าถูกรถชน คำพูดของเพื่อนคือ หายเร็วๆนะจะได้กลับมาสนุกกัน
"ไอ้เหี้ยเอ๊ย กูซึ้งพวกมึงจริงๆ" สนธิสบถกับตัวเอง
เพื่อนพวกนี้ไม่ได้สนใจเขาเลย สนแต่เรื่องเที่ยว
"ถ้ากูออกไปจากที่นี่เมื่อไหร่กูจะเลิกคบพวกมึงให้หมด กูโดนรถชนแทนที่จะมาเยี่ยม"
สนธิวางโทรศัพท์มือถือไว้ที่เดิม พลันก็มีสายอีกสายเข้ามา
เชอร์รี่โทรมาหาเขา เขาไม่รับ มันดังขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบรอบ จนในที่สุดเขาก็รับ
"สนคะ คุณรับแล้ว เชอร์รี่ขอโทษเรื่องเมื่อวันก่อน เชอร์รี่เลิกกับเขาแล้ว เชอร์รี่อธิบายได้นะคะ"
เขาปิดโทรศัพท์และวางมันลง แฟนของเขาก็อีกคน คบไม่ได้ เห็นคนที่ดีกว่าก็จากไป เขาจะไม่มีวันคืนดีกับเชอร์รี่อีกเลย
วันทั้งวันช่างว่างเปล่าและน่าเบื่อ เขาเริ่มคิด รอบข้างเขามีแต่คนที่คบไม่ได้ และปอกลอก
แต่แล้วเย็นวันนั้น วิชัยก็เข้ามาหาเขา
"เฮ้ย มึงเป็นไรมากป่าวเนี่ย วันนี้กูโทรหามึงแล้ว แต่มือถือมึงปิด กูเลยเอะใจโทรเช็คทั่วเมืองถึงรู้ว่ามึงอยู่นี่ มึงไหวป่าววะ"
สนธิยิ้ม
"ขอบใจว่ะที่เป็นห่วงกู"
ทัศนคติของเขาเปลี่ยนไป ชีวิตอะไรมันจะแย่ไปซะทุกเรื่อง อย่างน้อยก็ยังมีไอ้ชัยอยู่กับเขา

โลกที่ว่างเปล่า

แสงตะวันส่องแยงตาของเขา นัยน์ตานั้นค่อยๆเปิดคลายออกมาจนเบิ่งกว้าง เช้าวันใหม่แล้ว เขาเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาไม่นาน ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลเขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เขาเลิกติดต่อกับเพื่อนเที่ยวทั้งหลายของเขา ไม่สนใจเชอร์รี่แม้หล่อนจะมาอ้อนวอนถึงหน้าบ้านของเขา เขารู้ว่าหล่อนถูกชาญพลเขี่ยทิ้งมา แต่เขาไม่ต้องการหล่อนแล้ว เขาโตพอแล้วที่จะรู้จักความเป็นจริงของโลก และไม่คบคนเห็นแก่เงิน
เขาหันมาทำธุรกิจลงทุนกับวิชัย เพื่อนที่เขาไว้ใจที่สุด
วิชัยชวนเขาให้เล่นหุ้นมานานแล้ว ชัยบอกว่ามันเป็นทางหาเงินที่ดี และสนุก ซึ่งเขาก็คิดว่ามันสนุกจริง แต่เขาไม่สนใจเรื่องได้เงิน เขาสนแค่ความสุขที่ได้จากการเสี่ยง
เขาให้วิชัยเป็นคนดูแลเงินทองของเขา วิชัยจัดการเล่นหุ้น ขายหุ้นให้เขามาโดยตลอด สนธิมีความสุข วิชัยรายงานเขาตลอดมาว่าเงินของเขาเพิ่มพูนขึ้นขนาดไหน เขานอนฝันหวานทุกๆคืน
"นี่แหละหนาเพื่อนที่แสนดี"
แต่แล้วสามเดือนต่อมา วิชัยก็เหมือนหายตัว เขาติดต่อกับวิชัยไม่ได้มาไม่ต่ำกว่าสองอาทิตย์แล้ว สนธิมึนงง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาเช็คตัวเลขบัญชีเงินฝาก และหุ้นของเขา
มันไม่เหลืออยู่เลย!! เขาถูกโกง!! ถูกเพื่อนที่เขารักที่สุดโกงเขา
วิชัยเอาเงินไปแล้ว เขาไม่เหลืออะไร เขาเหลือแต่ตัวเอง โลกของเขาเหมือนพังทลาย ไม่น่าเชื่อ ภายในระยะเวลาไม่นานเขาเรียนรู้อะไรได้อีกมหาศาล

โลกใหม่ที่บริสุทธิ์

แสงตะวันส่องแยงตาของเขา นัยน์ตานั้นค่อยๆเปิดคลายออกมาจนเบิ่งกว้าง เช้าวันใหม่ในชีวิตเริ่มต้นอีกแล้ว
สนธิ ไม้เทศ พยายามจะลุกขึ้นจากเตียง จิตใจของเขาวุ่นวายไปหมด
"ชีวิตกู พอทีเถอะ"
สนธิ เดินขึ้นไปบนห้องสมุดของบ้าน เขากำลังค้นหาสิ่งๆหนึ่งซึ่งจะพาเขาไปยังความสุขได้ มันคือสิ่งที่หลายคนขนานนามว่ามัจจุราช
ปืนลูกโม่ที่พ่อของเขาเคยเก็บไว้ เขาจำได้ เขาเคยเห็นมันตอนเขายังเด็ก
ชั้นวางหนังสือนั่นเก่ามาก ฝุ่นเขรอะไปหมด เขาพบกระเป๋าสีดำ
ใช่! ภายในนี้คือปืนลูกโม่ที่พ่อซ่อนไว้
เขาเปิดมันออกมา มือขวาจับปืนนั้นขึ้น แล้วยกจ่อขมับด้านเดียวกัน นิ้วชี้ง้างจะเหนี่ยวไกปืน จิตใจของเขาสับสนปนเปกันไปหมด เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร กำลังจะไปที่ไหน เหงื่อไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขากลัว เขากล้า เขากำลังบ้า เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขาแล้วในตอนนี้ พลัน เขาเห็นกระดาษใบหนึ่งปลิวลงมาจากกระเป๋าสีดำที่เขาเปิดเอาปืน
มันปลิวมาแผ่ราบต่อหน้าเขา ราวกับว่ามันต้องการให้เขาอ่านมัน
สนธิวางปืนลง เขาจะอ่านมัน

"ปืนนี้ไว้ป้องกันตัว อย่าใช้ทำร้ายคน อย่าคร่าชีวิต เพราะชีวิตมีค่าเกินกว่าจะปลิดทิ้งด้วยปืนจาก พ่อ"

มันเป็นข้อความที่ปู่เขียนไว้ให้กับพ่อของเขา ปู่ต้องการเตือนไม่ให้พ่อใช้ปืนในทางที่ผิด และพ่อก็ไม่เคยทำ ปู่คงไม่คิดว่าคำสอนของปู่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอีกคนหนึ่ง ในสถานการณ์อีกสถานการณ์หนึ่ง

สนธิอ่านมัน เขาทรุดตัวลงกับพื้น ปู่ของเขาพูดถูก ชีวิตนั้นมีค่าเกินกว่าจะปลิดทิ้งด้วยปืน เขาควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่บนโลกใบเดิม ชีวิตเขามีค่า เขาต้องยืนด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาเขาคงนิยามโลกดีเกินไป หรือเลวร้ายเกินไป เขาต้องเริ่มต้นใหม่
โลกนี้กลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง เหมือนโลกใหม่ที่เขาต้องการจะไปถึง เพียงแต่มันเป็นนามธรรมใหม่ ณ สถานที่เดิม

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550

แด่เพื่อน และผู้เกี่ยวข้อง (For Friend & Related - The Burmist Crisis)

ชนราษฏร์คว้าไม้ถือธรรม
ผู้นำอำมหิตโหดร้าย
เลือดนองกองพื้นคนตาย
เสรีภาพวอดวายบ่นปี้


ไฟลามเมืองชาติร้อนระอุ
ภิกษุถูกฆ่ายํ่ายี
พุทธธรรมในพม่าถูกขยี้
คนดีติดคุกติดตาราง

ปืนปังดังลั่นสั่นวิเวก
มนต์ดำเป่าเสกด้วยผีสาง
คนดีสิ้นลมลงบนทาง
เหลือถนนคงร้างให้เจ้ามอง

พระถูกจับปลดสบงจีวร
ไฟเลวร้อนแผดเผาให้เศร้าหมอง
เสื้อภิกษุดั่งเปลี่ยนไปสุดทนมอง
เหมือนนักโทษถูกตรองตรึงตรวน

ฟ้าเมืองมอญตอนนี้แดงทั้งฟากฟ้า
พื้นธารานองเลือดไม่เหือดแห้ง
คนถือธรรมถูกจองจำหมดเรี่ยวแรง
ผู้กลั่นแกล้งถือธงบนบัลลังค์

เรียกร้องหาคุณธรรมเคยคู่ชาติ
วันนี้ขาดไปแล้วล่ะกระมัง
ทหารหาญจึงจับพระผู้เปี่ยมธรรม
ทำร้ายจนตรากตรำสุดทนดู

เฝ้ารอหาวัน “จะเด็ด” จะกู้ชาติ
ใจองอาจพามวลชนเข้ารบสู้
ธรรมจะพ่ายแพ้อธรรมให้มันรู้
แผ่นดินสู สูจงสู้ จนใจวาย

โลกทั้งโลกต้องมองด้วยหมองเศร้า
เพื่อนร่วมโลกของพวกเราพบเคราะห์ร้าย
อ้ายระยำผู้นำฆ่าคนตาย
ชาติถิ่นแดนดินใดต้องช่วยกัน

กดดัน "ตันฉ่วย" ช่วยเมืองชาติ
ตัดขาดเผด็จการดื้อรั้น
ให้มันรับสาปสมบาปกรรม
ที่มันทำกับพระสงฆ์นาบุญ

โอ้แผ่นดินเมืองจีนยิ่งใหญ่
วันนี้ใยอัปยศอดสู
พี่น้องเพื่อนบ้านตายเพียงตาดู
ทั้งที่รู้ก็ไม่ทำไม่ช่วยชน

"จัตุรัสเทียนอันเหมิน" ชนเสรี
ก็ถูกมันบดปี้ศรัทธาป่น
ประชาธิปไตยถูกลำปืนละเลงพ่น
เสรีชนสิ้นวอดวายใจ

วันนี้มีโอกาสล้างบาป
เพียงกำราบเพื่อนบ้านที่เอาใหญ่
ให้หยุดนิ่งความโหดแห่งจิตใจ
ไม่ให้ไปทำร้ายมวลชน

คุณธรรมในโลกต้องปรากฏ
เพื่อสะกดใจทรามแห่งคน
ให้มีกรอบคํ้าจุนทุกแห่งหน
ประชาชนบนโลกจึงร่มเย็น

แล้วโลกจะมีเหลือให้คนดู
ให้ลูกหลานได้รู้ได้มองเห็น
ว่าพลโลกรุ่นเรานั้นคิดเป็น
โลกจึงได้ร่มเย็นให้เจ้ามอง

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550

แด่ชีวิต - For Lives

คืนค่ำจำนรรค์จา
แสงสุริยาพลัดพาหาย
อากาศแปรปรวนร้าย
ฟ้าที่กลายเป็นมืดดำ

เครื่องบินละลิ่วล่อง
ที่เที่ยวท่องนภานำ
แสงไฟจากตัวลำ
เป็นนัยว่าจะจอดลง

ล้อดิ่งเหยียบถนน
นำผู้คนมาพาส่ง
ล้อลื่นจากทางคง
ชนเนินดินในข้างทาง

ไฟลุกทั้งตัวลำ
เป็นควันดำทั้งหัวหาง
เรือแล่นบ่สุดทาง
ต้องมาค้าง ณ เนินตาย

ผู้คนนับเนื่องร้อย
ที่ต่างคอยถึงที่หมาย
เครื่องแล่นสู่วอดวาย
คืนที่ร้ายชีพที่ปลง

แปดสิบเก้าชีวิตเจ้า
ที่แสนเศร้าต้องดับลง
ดั่งโททนต์เสน่งคง
ชีวิตเจ้าต้องเล่าขาน

ว่าชีพต้องพลัดพราก
ต้องลาจากบ่สืบสาน
ชะตาบ่ได้ทนทาน
ณ วันวาน สูญสิ้นไป

แฝดพี่คลาดแฝดน้อง
ผัวเมียสองขาดหายใจ
แม่พ่อรอลูกไซร้
กลับมาไร้ซี่งชีวา

น้ำตาคลอเบ้าคน
ต้องเสียหล่นจนเป็นบ้า
คนที่จะมาหา
ก็บ่ได้ยลตากัน

คนที่เพิ่งจะไป
สักวันไซร้จะกลับมา
แต่แล้วอนิจจา
ต้องวายวา ณ เกาะไกล

คนที่คิดมาสุข
กลับพบทุกข์โหมเข้าใส่
คนที่รัก ณ แดนไกล
พิราลัยทำเศร้าหมอง

โอ้ชีพที่พลัดพราก
โอ้อากาศคืนคะนอง
หัวใจเคยอยู่สอง
วันนี้ล่องไปแดนใด

อำลาชีวิตโศก
ขอบุญโบกวิญญาณไกล
เปลี่ยนภพสงบใจ
เป็นอยู่ไซร้ไร้กังวล

แด่ผู้ต้องสูญเสีย
คนอ่อนเพลียแสนสับสน
พลัดพรากชีวิตคน
ที่ตนรักต้องจากไป

จงทนและสู้ต่อ
เพื่อชีวิตที่สดใส
คนเป็นต้องยิ้มได้
คนจากไปจึงยินดี

แด่ผู้มีชีวิต
จงพินิจคิดถ้วนถี่
ชีวิตคนเรานี้
ต้องระแวดระวังภัย

ถึงที่สุดอนิจจา
ต้องคลาดคลาจากภพไป
บำเพ็ญบุญบริสุทธิ์ใจ
จึงจากไปไร้ทุกขี

กลอนบทจึงจบสิ้น
แต่ไอกลิ่นบ่หายไป
โศกนาฏกรรมที่เกิดไซร้
ระลึกไปอีกยาวนาน

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2550

พัทยา (Pattaya)

ฝุ่นเถ้าของมวนบุหรี่ถูกนิ้วชี้ขวาของเขาเคาะให้ตกลงมาเหมือนสายฝน สายตาของเขามองไปทั่วดินแดนแห่งความแสงสีในยามค่ำคืนจากชั้น 10 ของโรงแรม แววตาที่หนักแน่น จิตใจที่ยากจะหยั่งรู้ มันเป็นกาแรมมวนที่ 5 แล้วที่เขาสูบติดๆกัน

"กูว่ามึงสูบหนักเกินไปแล้วว่ะไอ้ชาติ มึงคิดอะไรของมึงอยู่วะ"
เสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆตัวของเขา
"กูกำลังคิดว่าคืนนี้เราน่าจะหาอะไรทำ ไหนๆก็มาถึงพัทยาแล้ว"
"มึงยังไม่เลิกอีกเหรอวะ นี่เรามาพักผ่อนสบายๆนะ"
ชาติเอามือตบไหล่เพื่อนรักเบาๆ
"ไอ้นนท์ บางอย่างที่เป็นเรา จะยังไงซะมันก็ต้องเป็นเรา"
นนท์ยิ้นฝืนๆ นี่เขาจะต้องกลับไปสู่วงจรเช่นนั้นอีกแล้วหรือนี่

พัทยาใต้ในยามค่ำคืนดาษดื่นไปด้วยแสงสีตระกานตา เมืองๆนี้ดูเหมือนไม่เคยหลับไหลมาเป็นเวลานานแสนนาน คนเดินไปทั่วถนนคนเดินในพัทยาใต้ หลายคนเป็นฝรั่งผมทองที่มาเที่ยวช็อปปิ้งหาเนื้อสดในเมืองไทย และอีกหลายคนเป็นคนไทย ที่เป็นพ่อค้าขายเนื้อสด ไม่ก็เป็นเนื้อสดให้ฝรั่งหัวทองลากจูงไป

ชาติ จีรยุทธ์ และนนท์เพื่อนรัก เพื่อนที่เขาเพิ่งจะมารู้จักหลังจากทำภารกิจไปได้ระยะหนึ่ง ทั้งคู่คงเดินต่อไปท่ามกลางฝูงชน พลันชายในแว่นดำก็เดินเข้ามาสะกิดชาติ
"พี่สนใจดูโชว์มั้ย เรามีทั้งโชว์ปิงปอง โชว์เปิดขวด โชว์หั่นแตงกวา โชว์..."
"อ้อ อ้อ ผมรู้แล้วล่ะ รู้แล้ว พาผมขึ้นไปหน่อยสิ"
เงิน 200 บาทถูกวางบนมือของผู้นำทาง ก่อนที่ชายทั้ง 3 จะเดินเข้าไปด้วยกัน

ทางขึ้นของมันช่างมืดสลัว กลิ่นบุหรี่คลุ้งปนไปกลับกลิ่นเหงื่อตลอดทางเดิน สมกับเป็นสถานโลกีย์ชื่อดัง ชาติ และนนท์เดินทางไปถึงบริเวณแสดงโชว์ เบื้องหน้าเป็นเวทีแสดงลีลาของหญิงสาวอย่างเร้าร้อน สายตาของชาย 2 คนจ้องมองไปยังหญิงสาว 2-3 คนบนเวที มุมปากของชาตินั้นยิ้มอย่างมีเลศนัย "เด็กๆผมเป็นไง ถ้าพี่ชอบ จะต่อก็ได้นะ แค่พันเดียวได้ทั้งคืน" เงินอีก 1000 บาทถูกวางลงบนมือคนคนเดิม จากคนคนเดิม

ผ่านไปราว 1 ชม. การแสดงอันแสนอุบาทว์ก็จบลง ตั้งแต่การเปิดขวด หั่นแตงกวา จนกระทั่งการแสดงอันลือลั่นคือการตีปิงปอง หญิงผู้แสดงซึ่งถูกธนบัตรสีขาว ตีตราจองก็ลงมาหาชายเจ้าของเงิน

"นี่เลยพี่ ทีเด็ดของทางเราเลย ราคาเท่านี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะ อีนางนี่ชื่อ แจน"
ชาติไม่มีสีหน้าใดๆ สายตาเหลือบมองรอยแผลที่ไหล่ถัดจากสายเดี่ยวของหญิงสาวไปไม่ถึง 2 คืบ เขาพาแจน ออกไปจากที่นั่น

มือนั่นจับมือหญิงสาวแห่งโลกโลกีย์แน่น พาเดินไปยังโรงแรมจิ้งหรีดที่เขาพักซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจาก ถนนคนเดิน แจนนั่งลงบนเตียง แต่ชาติยังยืนอยู่
"พี่จะทำเลยมั้ย" หญิงสาวถามตามความคุ้นเคย
อาจเป็นเพราะความงงที่ชายผู้ซื้อเธอยังคงยืนนิ่ง

ชาติ จีรยุทธ์ ลากเก้าอี้มานั่งหันหน้าเข้าหาหญิงสาว ปากของเขาเอ่ยคำมาเป็นครั้งแรก
"ไอ้ตึกนั่นมีทางออกลับอยู่ที่ไหน!!"
"นี่พี่เป็นใครกัน"
"อย่าตกใจ ผมไม่ได้มาเที่ยวผู้หญิง หรือมาดูโชว์อุบาทว์นั่น ผมจ่ายเงินให้คุณเพราะต้องการถามคำถาม"
"คุณจะถามอะไร"
"อย่างที่ผมถามไปแล้ว ตึกนั่นมีทางออกฉุกเฉินทางไหนบ้าง"
"จะรู้ไปเพื่ออะไร"
"อาคารนั่นเป็นแหล่งค้าผู้หญิงผิดกฎหมายหนึ่งในหลายๆแห่งของพัทยา ผมต้องการจะจัดการเผามัน ให้เป็นตัวอย่างกับที่อื่นๆ ไม่ให้เอาตามอย่าง ทางออกฉุกเฉินทำให้ผมสามารถบอกตำรวจให้รวบตัวมันตอนหนีได้ ผมรู้ว่าที่นี่ซื้อตัวคุณมา พวกมันทำเลวร้ายกับคุณไว้มาก แผลของคุณคงจะมีทั่วหลัง ผมมาที่นี่เพื่อช่วยคุณกับผู้หญิงทุกๆคน"
หญิงสาวมองดูแผลที่ไหล่ของตนเองแล้วพลันน้ำตาไหล หล่อนคงนึกถึงชีวิตที่ต้องประสบมา
"คุณจะบอกผมได้หรือยัง"
"ได้ค่ะ ฉันจะบอก แต่คุณต้องสัญญากับฉันนะคะว่าห้ามบอกใคร"
"สัญญาครับ"
"ทางออกอยู่หลังตู้หนังสือของผู้จัดการที่ชั้น 3 ค่ะ มันเป็นทางออกฉุกเฉิน แต่ถ้าเปิดประตูออกไปแล้วจะไม่มีบันไดหรืออะไรทั้งสิ้น แต่พวกมันจะกระโดดจากประตูนั้นไปยังอีกตึกนึงซึ่งเป็นร้านอาหารธรรมดา เป็นของพวกมันเช่นกัน"
"ผมถามไม่ผิดคนจริงๆ คุณรู้ได้ยังไง"
"ความจริงฉันเป็นสายให้ตำรวจค่ะ ฉันติดต่อกับตำรวจมานานแล้วกำลังหาหลักฐานอยู่ แต่ถ้าทำตามอย่างคุณมันรวดเร็วดี"
"ขอบคุณครับ" ชาติขอบคุณอย่างนอบน้อม
พลันมือนั้นก็จับโทรศัพท์มือถือ ต่อถึงนนท์เพื่อนรัก
"ไอ้นนท์ ก็ได้ข้อมูลแล้ว อีนังนี่เองที่เปิดเผยข้อมูลของนาย!!"
"นี่มันอะไรกัน!! " แจนตกใจทำอะไรไม่ถูก
"มึงมันอีหน้าโง่ คิดจะหักหลังเจ้านาย เค้าจ้างให้กูมาจัดการมึง"
ประตูห้องเปิด นนท์เพื่อนรักเดินเข้ามา
"มึงจัดการมันเลย" ชาติบอกเพื่อนรัก
นนท์ชักปืนอัตโนมัติใส่ที่เก็บเสียงขึ้นมา
ปืนนั้นจ่อที่หัว
หัวของชาติ
เหงื่อนั้นไหลพราก
"อะไรของมึง ทำไม!!" คำถามชาติที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และความกลัว
"กู ร.ต.อ. มานนท์ เมธาลัย เป็นสายให้ตำรวจ กูมาตามจับมึง ไอ้ขี้ข้าคนเลว"
"แล้วมึงมีหลักฐานอะไร" อดีตเพื่อนรักถามนนท์
"เทปไง"
"เทปอะไร"
"เทปที่มึงพูดกับแจน ไม่ใช่สิ ร.ต.ต. หญิง เจนจิรา ปัญญาวงศ์ ตะหาก"
หญิงสาวลุกขึ้นมา พร้อมดึงเทปที่อัดไว้จากกระเป๋ากางเกงมาให้ดู
"หลังจากกูจับมึงแล้ว กูก็จะสะสางงานอีกซักหน่อย แล้วค่อยจัดการกับเจ้าของตึกนั่น"
"คุณมีอะไรต้องจัดการก่อนหน้านั้นอีก" ตำรวจหญิงถาม
"ก็ฆ่ามึงทั้งคู่ แล้วก็ขู่เอาเงินจากเจ้าของตึก แล้วค่อยเรียกตำรวจจับมัน ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง ฮ่าๆ"
เสียงปืนดังปั้ง ร่างของชาติล้มลง เลือดนองพื้น
ปืนนั่นเปลี่ยนทิศไปจ่อที่หัวของเจนจิรา
"มึงตายซะ"
นนท์ กำลังจะเหนี่ยวไก พลันก็มือปืนอีกกระบอกจ่อที่หัวเขา
"วางปืนลง นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ คุณถูกจับแล้ว"
เจนจิราได้ทีเตะปืนหลุดจากมือของนนท์ ตำรวจผู้ชายที่ตามมาทีหลังเข้ารวบตัว ร.ต.อ.นนท์ ทันที
"นี่ คุณ!!"
"ฉันไม่ไว้คุณมาตั้งแต่ต้นแล้ว ฉันเลยให้ตำรวจนายอื่นๆตามมาดูด้วย"
ร.ต.อ. นนท์ ถูกจับกุม

วันต่อมาเจ้าของตึกนั่นก็ถูกจับ เมืองพัทยาสะอาดขึ้นอีกเล็กน้อย

เจนจิราเดินไปตามทาง พัทยายังคงเป็นแหล่งทำร้ายผู้หญิงที่เธอต้องจัดการชะล้างต่อไป ร่างนั้นเดินไปตามถนนคนเดิน

พัทยาใต้ในยามค่ำคืนดาษดื่นไปด้วยแสงสีตระกานตา เมืองๆนี้ดูเหมือนไม่เคยหลับไหลมาเป็นเวลานานแสนนาน คนเดินไปทั่วถนนคนเดินในพัทยาใต้ เจนหันไปมองที่หน้าตึกตึกหนึ่งในถนนคนเดิน ชาย 2 คนคุยกันอยู่ที่หน้าตึก "พี่สนใจดูโชว์มั้ย เรามีทั้งโชว์ปิงปอง โชว์เปิดขวด โชว์หั่นแตงกวา โชว์..."

Winn On Youtube

Pedestrain On TV (บังเอิญมาก)