วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551

วันสุนทรภู่ 222 ปี (Soonthornpuu Day - 222 years anniversary)


ชาตะ : วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329

เถลิงสองร้อย ยี่สิบสอง ปีชาตะ
กราบเคารพ คุณพระ ผู้ิยิ่งใหญ่
พระครูกลอน สอนคน ทั่วทั้งไทย
จากผลงาน อันยิ่งใหญ่ เหลือประมาณ

พระอภัยมณี ศรีสยาม งามจำรัส
นิราศพระบาท สุขสดับ คล้องประสาน
ภูเขาทอง นิราศเมือง ก็เรืองนาม
ก้องคำขาน เป็นตำนาน เป็นร้อยปี

ณ วันนี้ ข้าพเจ้า ขอเฝ้ากราบ
อภิวาท ภาวนา จิตไมตรี
ขอบพระุคุณ งานคุณพระ ด้วยยินดี
เป็นงานที่ สอนสั่งเรา พัฒนา

สุดยอดคำ กลอนแปด ของท่านภู่
นำมาสู่ แรงผลักดัน อันมหา
นักเลงกลอน ตัวน้อย แผลงศักดา
เพราะได้ค่า บันดาลใจ มาจากท่าน

ถึงม้วยดิน สิ้นฟ้า มหาสมุทร*
ก็ไม่สุด ความรัก เคารพนาม
แห่งคุณพระ สุนทรภู่ ผู้เกรงขาม
มิอาจลืม ตำนาน แห่งกวี

หากสักวัน ลูกได้เป็น กวีแก้ว
จะไม่แคล้ว สร้างสรรค์งาน ตามวิถี
ถ่ายความจริง ด้วยจินต- นาการมี
สร้างความดี แก่สังคม แห่งโคลงกลอน


*คำกลอนของสุนทรภู่ จากเรื่องพระอภัยมณี

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ชัยประชารัฐ



กลองระรัว ทั่วฟ้า ประชารัฐ
บ่งบอกชัด ผู้ชนะ คือผองชน
ตีนละเลง ยํ่าไป บนถนน
สำแดงแรง แห่งคน ผู้กล้าหาญ

คนเสื้อเหลือง เนืองแผ่นดิน ทั่วถิ่นฐาน
ทั้งลูกจ้าง กรรมาชน ปนอาจารย์
ทั้งนิสิต นักศึกษา และห้างร้าน
ทั้งทหาร แปลงตน มาปนกัน

ทั้งลูกเล็ก เด็กแดง สำแดงสมาน
สีเหลืองเกลื่อน ทั่วสถาน เข้าโหมหัน
ทั้งหนุ่มสาว ชาวชรา ก็มากัน
รวมพลัง แห่งธรรม แห่งมวลชน


ณ วันนี้ เห็นแจ้ง แรงมนุษย์
ณ วันนี้ เห็นที่สุด แห่งความหมาย
ว่าคนสู้ เพื่อเสรี จนตัวตาย
ว่าคนไทย ไม่ยอมขาย วิญญาณตน

ว่าผู้นำ อัปยศ แสนอดสู
ทำบ้านเมือง หดหู่ และสับสน
ณ วันนี้ เนืองพลัง แห่งมวลชน
ต่างถิ่นฐาน ก็ระคน ล้นประมาณ

ราชดำเนิน ถนน คนเสรี
คนทั่วทั้ง ปฐพี นับแสนล้าน
ร่วมประสาน สมานรัก เป็นตำนาน
สู้เพื่อสาน ความถูกต้อง คล้องแผ่นดิน

รัฐบาล สานประโยชน์ ให้นายทุน
และอุดหนุน คนชั่ว เข้าโกงกิน
เป็นเพียงหุ่น ถูกเชิด โดยทักษิณ
หมดแล้วสิ้น บารมี แห่งผู้นำ

นายกก็ พรุสวาท และหยาบช้า
ให้ผู้คน กร่นด่า ทั้งเขตขันธ์
รัฐมนตรี ส่งลูกตน ผลักและดัน
เป็นอภิสิทธิ์- ชนกัน ครองแผ่นดิน

ขายดินแดน รอบเขา พระวิหาร
ทำหน้าด้าน ตามเขมร จนหมดสิ้น
รัฐมนตรี แห่งชาติไทย ขายแผ่นดิน
ไทยที่ไหน ได้ยิน ก็โกรธเคือง

รัฐมนตรี พูดทำลาย ราคาข้าว
ทำชาวนา ปวดร้าว กันทั้งเมือง
รัฐมนตรี หยาบช้า พูดจาเปลือง
จาบจ้วงถึง ในหลวง ณ ต่างแดน

รัฐบาล จ้องจะแก้ ธรรมนูญ
ยิ่งเพิ่มพูน ความเกลียดชัง อย่างสุดแสน
ประชาชน อดอยาก และยากแค้น
รัฐบาล ขาดแคลน ความสนใจ

คนอำนาจ คนเก่า ยังครองชาติ
ยังฉ้อราษฎร์ อยู่เบื้องหลัง ยังคิดใหญ่
วาดฝันตน สร้างสาธา- รณรัฐไทย
หวังจะสูง เกินใคร ในแผ่นดิน

คบค้าคน ต่า่งด้าว เ้ข้ากินชาติ
ขายที่นา ของราษฎร์ ในท้องถิ่น
ที่ว่าจะ วางมือ จนหมดสิ้น
เป็นเพียงลิ้น ที่พลิก ของตัวมัน

และอีกนับ มหาศาล แห่งข้อหา
ที่ประชา รับรู้ และท่วงทัน
ณ วันนี้ จึงมา รวมพลัง
เพื่อสร้างสรรค์ โลกจริง ที่ควรเป็น

แสงรุ้งทอง ทอผ่านฟ้า หล้าแผ่นดิน
คนโพกเหลือง เนืองอิง หน้าทำเนียบ
นับแสนคน กร่นร้อง พร้องสำเนียง
นั่นคือเีสียง แห่งพลัง ประชาชาติ

เป็นมหา ชัยชนะ ก้าวยิ่งใหญ่
เป็นก้าวแห่ง ความเป็นไทย ของปวงราษฎร์
ตีนยํ่าปน บนถนน อย่างองอาจ
ปากร้องก้อง ไล่อำนาจ ทุนสามานย์

ณ วันนี้ เรียกได้ “ชัยประชารัฐ”
เมื่อปวงชน เข้าโรมรัด ทั่วสถาน
ล้างแผ่นดิน ใ้ห้พ้น พลังมาร
เป็นสัญญาณ ชนะรัฐ แห่งประชา

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

จิตร ภูมิศักดิ์ (กวี ผู้เป็นทางสว่างแห่งเสรีชน)


เพียงเสียงเปรี้ยง ปลายปืน หมดขืนขัด
ร่างหนึ่งพลัด ล้มลง ที่ตรงนี้
เลือดแดงนอง รองพื้นป่า มหาคีรี
ลมยะเยือก พัดทั่วที่ ทั้งพงไพร

เพียงปืนแปลบ ที่สำแดง แห่งอำนาจ
ความสงบ ก็พลันขาด พลันหาไม่
มหากวี มหาบุรุษ แห่งเมืองไทย
ต้องมาตาย กลายจากไป ไร้วิญญาณ

เพียงปืนปัง ดังลั่น สั่นวิเวก
ก็เหมือนมนต์ ที่แช่งเสก ทั้งลูกหลาน
เมื่อคนตาย คือคนดี มีปณิธาน
เมื่อคนเป็น คือเผด็จการ ครอบงำไทย

ร่างนั้นนอน แน่นิ่ง เป็นสิ่งซาก
วิญญาณจาก ล้างลา พ้นร่างไป
ทิ้งไว้เพียง คุณค่า แห่งคนไท
ประกาศไว้ เพียงคุณค่า แห่งตำนาน

ว่าโลกนี้ ไร้ซึ่ง”จิตร ภูมิศักดิ์”
ผู้พิทักษ์ ความชอบธรรม บ่สืบสาน
ประกาศแห่ง นํ้าตา นองตำนาน
ให้ลูกหลาน หวนระลึก ถึงคนดี

ตำนานคน ล้นเปี่ยม ปณิธาน
ที่สืบสาน ก่อค่า มหาศรี
บ่งเรื่องราว เป็นเรื่องคิด ของคนดี
ให้เป็นที่ รับรู้ โดยทั่วกัน

จิตรกำเนิด เกิดที่ ปราจีนบุรี
แล้วเรียนที่ อักษรจุฬาฯ คณะนั้น
บ่มเพาะความ อัจฉริยะ ในคืนวัน
ณ ที่นั้น ได้เพื่อนฝูง อาจารย์ดี

เขียนหนังสือ สื่อความจริง ของประเทศ
สำแดงเดช แห่งอัจฉริยะ แห่งกวี
อุดมการณ์ แห่งความรัก ความภักดี
ก็เกิดขึ้น ณ ตรงนี้ ในจิตใจ

กาลวันผ่าน เรียนจบ จิตรเป็นครู
และเรียนรู้ ถึงคุณค่า อันยิ่งใหญ่
ปณิธาน แข็งแกร่ง แห่งดวงใจ
ผ่านออกไป ทางหนังสือ สื่อกวี

พลันต่อมา โดนกล่าวหา ว่าเป็นซ้าย
ตัวถูกย้าย เข้าเรือนจำ ถึงสามที่
ลูกกรงเหล็ก อาจขังร่าง ของคนดี
แต่บ่อาจ ขังจิตที่ เปี่ยมพลัง

จิตรใช้คุก เขียนตำรา ค่าควรอ่าน
ทั้งแปลความ อันยิ่งใหญ่ สุดแสนขลัง
เรื่อง “แม่” ของกอร์กี้ อันโด่งดัง
และอีกทั้ง “โคทาน” จากอินเดีย

แล้วได้เีขียน มหาตำรา วิชาการ
ที่ได้สาน อ่านกันต่อ ไม่สูญเสีย
ตัวจองจำ ใช่จิตใจ จะจำเพลีย
ปณิธาน ใช่ลายเลี่ย แต่ทระนง

กว่าหกปี ต้องกุมขัง ผนังคุก
แต่มีจิต เพื่อถิ่นทุก ทั่วแดนดง
ว่าจะล้าง เผด็จการ ให้ปลดปลง
ว่าจะสร้าง สังคม ความเท่าเทียม

สองพันห้า ร้อยแปด เ้ข้าอีสาน
เพื่อร่วมงาน พอคอทอ ใจเต็มเปี่ยม
หมั่นศึกษา ทั้งแนวคิด แนวเล่ห์เหลี่ยม
เพื่อสร้างความ ทัดเทียม ให้มวลชน

พลันปรากฏ โดนคนล้อม ณ กลางป่า
ถิ่นหนองกุ่ง ทุ่งภูผา ทิวป่าสน
เสียงปืนเปรี้ยง ดังลั่น ทั้งมณฑล
สิ้นแล้วคน ผู้ยิ่งใหญ่ ในไทยแดน

ลมชะเย็น เป็นพยาน แห่งความยาก
ว่าไทยชาติ นั้นอยู่ ยุคขาดแคลน
หนึ่งคนธรรม สิ้นใจ ไร้คนแทน
เผด็จการ ผู้เคืองแค้น ครองแผ่นดิน

สิ้นแล้วหนา มาแล้วสี่ ทศวรรษ
คนไทยยัง โทมนัส นํ้าตาริน
ประเทศไทย ยังไม่พ้น จากยุคหิน
คนอธรรม์ ยังอยู่กิน กัดบ้านเมือง

ขอวิญญาณ อุดมการณ์ แห่งปรัชญา
ผ่านมาสู่ มหานภา จรัสเรือง
เป็นทางแสง ส่องสว่าง ให้ไทยเมือง
ให้ปลดเปลื้อง จากทุกขกรรม ทำลายเรา

ให้คุณจิตร เป็นนิมิต แห่งฟากฟ้า
เป็นทางแห่ง ดวงตา คนขลาดเขลา
บทเรียนท่าน สอนปณิธาน ต่อพงเผ่า
สานทางเรา ต่อสู้ เพื่อแดนไทย

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เนื่องว่าวาตะมรณา (The Killing Typhoon)


ยินเสียง เพรียงร้อง ก้องฟ้า
สกุณา โผผิน บินไสว
มัจฉา แหวกว่าย รายไป

หาดทราย สวยงาม ลานตา

ผู้คน ปะปน เดินเที่ยว
เดินคล่อง โฉบเฉี่ยว ธารา
ละเลี่ย เลียนํ้า เย็นตา
ระรื่น ชื่นหน้า เย็นใจ

ประมง คงสาน งานต่อ
ผูกเรือ ขึงถ่อ แน่นไว้
เสร็จสิ้น ภาระ ใดใด
กลับไป ใจหา บ้านตน

ชาวบ้าน ในเมือง ในฝั่ง
กำลัง ทำงาน วกวน
หาเลี้ยง เพียงลูก เมียตน
ดิ้นรน ทนไป ใจเพลีย

พลันแล้ว พายุ ลูกใหญ่
ฮึกเหิม ห่าใส่ ฝั่งเสีย
พิฆาต พรากผัว ลูกเมีย
พี่น้อง ต้องเสีย จากกัน

กว่าแสน แคลนขาด คลาดชีวิต
ไม่คิด ลมซัด ผลัดผัน
ท้องนํ้า นาวา โรมรัน
สูเจ้า ขาดกัน สิ้นใจ

ซัดสาด ปาดฝั่ง อิรวดี
ย่างกุ้ง ธานี ร้าวร้าย
หงสา เมืองเก่า วอดวาย
คนตาย นองภพ แผ่นดิน

บ้านล้าน หลังคา อาสัญ
พายุ โหมหัน หมดสิ้น
สถาปัตย์ ซัดหาย เหลือดิน
ไม้หญ้า พาสิ้น กลิ่นไอ

เสียงเด็ก คิกคัก วักแว่ว
วิ่งว่อง คล่องแคล่ว เล่นไล่
สำเนียง เพียงล้าง ลางไป
เหมือนชะ มลาย กับลม

สุดสลด อดอา ลารัก
ที่ผอง เพื่อนพรรค กลืนกลม
วันนี้ พลีชีพ กับลม
วันนี้ ใจล้น ออกกาย

เหมือนชาติ ถูกสาป เอาไว้
ให้ใจ ต้องหมด สลดสลาย
ให้ลม ดมเลือด เชือดตาย
กลิ่นไอ ศพคลุ้ง ธานี

เพิ่งจบ จากทหาร เข่นพระ
วันนี้ คลื่นซะ ป่นปี้
นํ้าตา หน้านอง หมองศรี
วารี พิโรธ โกรธา

อาเพศ พิบัติ ซัดร้าย
เปลี่ยนชาติ ให้ตาย มรณา
สิ้นแล้ว ระหรือ บุญญา
ที่อุ้ม มณฑา อาณาจักร

จำลา อาลัย ใจสะื่อื้น
เป็นคลื่น แห่งใจ แห่งรัก
ส่งจาก พลโลก มาัพัก
พำนัก ที่ใจ เมืองมอญ

ขอจง อย่าได้ ท้อแท้
ชีวิต ร่อแร่ ทุกข์ร้อน
เป็นเพียง ธรรมา อาวรณ์
อนิจจัง ดังกลอน ไทยนี้

ว่าอัน พฤกษภ กาสร
ที่ต้อง ม้วยมร หมองศรี
งาเขา เหมือนดั่ง ความดี
สถิิต ตรงที่ เคยยัง

หมั่นผดุง ปรุงชาติ ศาสนา
ให้ความ เมตตา กรุณัง
ระลึก ไตรลักษณ์ อนิจจัง
สงบ ตามคำ พุทธองค์

สิ้นแสง สุริยัน วันนี้
อาทิตย์ ริบหรี่ ดับลง
สัญญาณ แห่งชีพ ปลดปลง
ให้คง อาลัย อาวรณ์

ละแล้ว สุริยัน วันใหม่
อาิทิตย์ สดใส สะท้อน
สัญญาณ ว่าเจ้า เมืองมอญ
หมดร้อน มีแต่ เย็นใจ

พลันเสียง เพรียงร้อง ก้องฟ้า
สกุณา โผผิน บินไสว
มัจฉา แหวกว่าย รายไป
หาดทราย สวยงาม ลานตา

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551

เม็ดพลอยที่พลัดตกจากฟ้า (Falling of the Gem)


ตาชะเงย กระพริบมอง ทั้งสองข้าง
อันชีวิต มันร้าง จากความหลัง
ที่เคยคู่ เคยเคียง ที่เคยยัง
วันนี้พัง ทั้งชีวิต อย่างเยือกเย็น

วันคืนเคย มีเธอ อยู่เคียงข้าง
วันนี้ห่าง เธอเปลี่ยนไป ไม่แลเห็น
เคยจับมือ จูงกันไป ทั้งเช้าเย็น
วันนี้เป็น เช่นคน ไม่เคยคบ

นํ้าตาคลอ นองหน้า ขาสั่นไหว
ลมก็กวัด แกว่งไกว ไม่สงบ
แสงตะวัน สอดทอ ตกกระทบ
เห็นด้านลบ แห่งเงาดำ ที่ตรงพื้น

มันคือร่าง หญิงสาว ที่อ่อนไหว
ผมสะเยย แกว่งไป ลิ่วลมลื่น
ขาสั่นไหว เหมือนหมดแรง จะหยัดยืน
ตัวที่ฝืน ก็นั่งลง บนขอบระเบียง

มองข้างหน้า ตึกระฟ้า เต็มไปหมด
มองข้างล่าง เห็นฝูงรถ แต่ไร้เสียง
พื้นคอนกรีต ปกคลุมเต็ม เป็นทางเรียง
ไร้สำเนียง แห่งผู้คน ณ ตรงนี้

หูเหมือนดับ สดับใด ไม่ได้ยิน
จิตก็นิ่ง ไร้ความคิด ในนาที
ขาที่สั่น ยังนั่งแกว่ง สั่นริกรี่
ตาจ้องที่ พื้นดิน ที่ตรงหน้า

หากเกิดใหม่ ขอให้ จงได้พบ
ความสงบ กับที่รัก ภายภาคหน้า
มือกำหมัด กลั้นใจ และหลับตา
ปล่อยกายา ให้พสุธา ท่านอาวรณ์

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเรื่องราวเรื่องหนึ่งขึ้นในสังคมของเราครับ
หญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตนิสิตของสถาบันมีชื่อ ผู้ซึ่ง ณ ขณะนั้นเป็นอาจารย์ของสถาบันมีชื่ออีกแห่งหนึ่ง

ตัดสินใจทิ้งตัวเองลงมาจากอาคารระฟ้ากลางเมือง เหตุเพราะรักที่ล้มเหลวของเธอ

สำหรับเหตุการณ์นี้ คำๆหนึ่งที่ได้ยินบ่อยครั้งในสังคมไทย

พวกเรา "เสียดาย"


เสียดายคนเก่งๆคนหนึ่งของสังคม

เสียดายพลอย ที่พลัดตกไปจากขอบฟ้า

ถ้าหากเธอไตร่ตรองให้ดีๆ นึกถึงพ่อของเธอที่รักเธอมาก
เธอก็คงจะยังมีชีวิตต่อไป ชีวิตที่มีความสุข

และพลอยเม็ดนั้นก็ยังคงทวีค่าต่อไป เป็นความรักความภูมิใจของทุกคน เป็นคุณค่าที่งดงามของสังคมไทย

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล (The Great Soul)

นานมาแล้ว ที่ประเทศอินเดีย

ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง สวมรองเท้าแตะซอมซ่อ ขึ้นรถเมล์
รองเท้าแตะข้างหนึ่งหลุดลงไปจากรถคันนั้น
ชายผู้นั้นมองคล้อยกลับไป รถวิ่งห่างรองเท้าข้างที่หล่นไป ห่างออกไปเรื่อยๆ

หากท่านเป็นชายผู้นั้นท่านจะทำอย่างไร

ลงจากรถไปเก็บมันกลับมา?
ปล่อยมันไป แล้วหาซื้อรองเท้าคู่ใหม่?
หรือด่าคนขับรถเมล์ว่าขับรถกระชากทำให้ต้องสูญเสียรองเท้าสุดหวงไป แล้วให้เขาชดใช้ค่ารองเท้า หรือไม่ก็ให้นั่งรถเมล์ฟรี?
หลากหลายความคิด หลากหลายทัศนะ นี่แหละมนุษย์

ชายผู้นั้นเห็นว่ารถวิ่งห่างออกมาแล้ว สีหน้ากังวลเล็กน้อย
พลัน เขาก็ถอดรองเท้าแตะอีกข้างที่สวมอยู่
เขาโยนมันลงไปริมถนน


เขาโยนมันลงไปด้วยความคิดในใจเพียงอย่างเดียว

เพื่อหวังว่าหากคนที่เก็บรองเท้าข้างแรกที่ตกไปได้
จะได้มีรองเท้าอีกข้างไว้ใช้ด้วย
รองเท้าข้างเดียวย่อมไม่ให้ประโยชน์อะไรกับผู้ที่เก็บมันได้ เช่นเดียวกับผู้ที่เหลือมันอยู่เพียงข้างเดียว

ไม่กี่ปีให้หลังชายผู้นี้พาอินเดียสู่อิสรภาพจากการครอบงำของอังกฤษ
เขาคือ “มหาตมะ คานธี”






วันโลกหมุน หลุนเหลียน วันเวียนผ่าน
เหล่าหมู่มาร ความโลภ เข้าโหมหา
โอ้คนจน ถูกกดขี่ เยี่ยงผักปลา
มือที่ล้า ตาที่โรย ระโหยหิว

อารยะธรรม พวกมะกัน ครอบงำโลก
ยังความทุกข์ ความเศร้าโศก ทุกพื้นผิว
โอ้ผ้าขาว บริสุทธิ์กลาย เป็นขี้ริ้ว
เสรีภาพ เบาหวิว ปลิวร่อนหนี

นึกถึงคน ผู้ต่อสู้ พวกกาขาว
สู้เพื่อชาว ศิวิไลซ์ ในถิ่นนี้
เมื่อเสียงปืน โดนสกัด ด้วยความดี
เมื่อ”คานธี” ใช้ดวงใจ ยึดไทคืน

เมื่อดินแดน กว้างใหญ่ ชมพูทวีป
อยู่ในกลีบ แห่งบารมี ของชาติอื่น
วรรณะใด พราหมณ์กษัตริย์ ไม่อาจฝืน
ได้เพียงยืน ใต้เงา ของพวกมัน

หนึ่งชาตรี ท่านผู้มี วรรณะแพทย์
หนึ่งผู้ยืน กลางแดด ที่แผดผัน
ท่ามกลางคน หลบที่ร่ม ยามกลางวัน
ใครบางคน ลุกยืนยัน เพื่อความจริง

ตามถนน หนทาง แอฟริกาใต้
เจ้าของถิ่น ผืนดินไซร้ ต้องแน่นิ่ง
ยอมให้พวก กาขาว นั้นแย่งชิง
ทั้งสิทธิ ความจริง ความชอบธรรม

ชายอินเดีย ผู้นี้ อยู่ที่นั่น
ลุกขึ้นยัน หยัดสู้ ไม่รู้หนี
ด้วยความจริง ในใจ เปี่ยมศักดิ์ศรี
เป็นความจริง นั้นที่ หลายคนลืม

อันมนุษย์ เกิดมา ค่าเ่ท่ากัน
ฤๅจะแบ่ง แยกขาวดำ นั้นได้หรือ
อ้ายตัวมึง มีสองเท้า ใช้สองมือ
อ้ายตัวกู ก็คือ สิ่งเดียวกัน

เขาก่อตั้ง องค์กร ในถิ่นใต้
เป็นทนาย ว่าความ ให้พวกนั้น
ใจเฝ้าคิด ซักครา ในคืนวัน
จะเรียกร้อง ความเป็นธรรม์ ให้หมู่ชน

ณ วันหนึ่ง กลับสู่ถิ่น ฐานดินเกิด
สู่ผู้คน ที่ทุกข์โศก และสับสน
ณ วันนั้น อหิงสา นำมวลชน
เหล่าผู้คน โห่ร้อง ก้องยินดี

คานธีสอน ให้ผู้คน ทั้งผองชาติ
อย่าได้ขลาด อาวุธ ยุทธวิธี
จงเอาชนะ ความกลัว ด้วยความดี
สยบผอง ไพรี ด้วยจิตใจ

กดดันมัน ด้วยหัวใจ ใช่อาวุธ
หากมันฉุด มันตี ก็ยอมได้
ไม่ตอบโต้ ไม่ว่า การใดใด
หนึ่งคนตาย หลายคนลุก บุกกดดัน

และแล้ววัน คืนโทรม ก็พลันหาย
อังกฤษยอม จากไป จากแดนนั้น
คานธีไม่ รับสิ่งใด เป็นรางวัล
เพราะของขวัญ ชิ้นใหญ่ เขาได้แล้ว

ของขวัญคือ อิสรภาพ แห่งผองชน
ของขวัญคือ ลูกหลานตน ตาบ้องแบ้ว
จะเผยยิ้ม กริ่มละไม ตาวับแวว
เพราะต่างแคล้ว ไม่ต้องเป็น ทาสชาติใด

รพินทรนาฏ ฐากูร มอบคำย่อง
“มหาตมะ” ผู้เกียรติ์ก้อง ผู้ยิ่งใหญ่
ผู้มีดวง จิตวิญญาณ เหนือผู้ใด
เหนือจนได้ ความเป็นไท กลับแผ่นดิน

คานธีตาย ด้วยต้องปืน หมดขืนขัด
เสียงสงัด ทั้งอินเดีย และโลกสิ้น
นํ้าตาชน ชาวโลก ระรวยริน
ผู้นำแห่ง วิญญาณสิ้น ท่านวายวาง

ทิ้งไว้เพียง เสรีภาพ แห่งชาตินี้
ทิ้งไว้เพียง คุณความดี น่าเอาอย่าง
ให้หลายชาติ หลายผองชน ได้ทำตาม
นำเสรีภาพ สู่บ้าน ฐานเกิดตน

หวังคนไทย ลูกหลานชาติ อ่านแล้วคิด
ได้อ่านเรื่อง จำแนบจิต อย่าสับสน
ความเป็นไท ของชาติ ของหมู่ชน
รักษาไว้ อย่าให้ป่น ให้มลาย

วัฒนธรรม ของชาติ ถูกรุกราน
อารยธรรม จอมมาร กลับมาใหม่
จักรวรรดิ กาขาว ไม่หมดไป
ครานี้ไซร้ ครอบงำ ความมีกิน

ส่งเสริม คนเอเชีย ให้เป็นทาส
ทำลายชาติ วัฒนธรรม ให้หมดสิ้น
ลูกหลานไทย จงฟัง จงไ้ด้ยิน
ดูแลไทย อย่าให้สิ้น หมดศักดิ์ศรี

ต้องเข้มแข็ง แม้โลกเรา ไร้มหาตมะ
ต้องยืนหยัด กล้าปะทะ สู้ไพรี
ทิ้งหัวใจ ดวงน้อยให้ แผ่นดินนี้
ที่เราเกิด เรามี ที่เรายัง

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551

แสงรุ้งที่หายไป - The Lossing Rainbow


ละล่วงแล้วพลัดพรากจากโลกนี้
สิ้นพระองค์ทรงศรีแห่งผองชาติ
พระองค์เจ้าพี่นางฯมิ่งทวยราษฎร์
วันนี้จากลับลาโลกากาล

เปรียบประดุจท้องฟ้ายามหลังฝน
แสงรุ้งงามปรากฏบนนภาศาล
วันนี้แสงเจ็ดสีลีลางาม
จากฟ้าครามลับลาจากโลกไป

โอ้ว่าแสงสดสีลับรี่จาก
นํ้าตาเราไหลพรากสะเทือนใจ
แสงสีหนึ่งสองสามลางจางไป
สี่ห้าหก..เจ็ดไซร้..หายกับลม

ขอพระองค์ทรงไปดีในที่หน้า
สูงเทียมเหนือเกศาของไทยผอง
เหล่าปวงชนนับวันนี้นิรันดร
จะกราบไหว้ อาวรณ์ สดุดี

Winn On Youtube

Pedestrain On TV (บังเอิญมาก)