วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นิราศเชียงใหม่-อินทนนท์ 2550



ระเรื่อเรื่อยเลื้อยกายมาหมอชิด
จากคำเชิญเพื่อนรักแสนสนิท
หวังเต็มจิตจะมาร่วมสนุกสนาน

เมื่อมาถึงเจอผองเพื่อนนานาคน
สุขกมลจะเดินทางไกลจากบ้าน
ใช้รถทัวร์นครชัยแอร์พาหะยาน
เพื่อเดินทางไปท่านครพิงค์

นั่งในรถเดินทางก็หลับผ๋อย
คนตัวน้อยนอนพับหลับแน่นิ่ง
ตื่นนอนแลก็ถึงตัวเมืองพิงค์
รถแดงวิ่งมารับในทันควัน

รถรับจ้างพาคณะถึงบ้านใหญ่
มีนามไซร้เรียกขาน “โอสถาพันธุ์”
เป็นของลุงเพื่อนเราที่แบ่งปัน
ให้ได้นอนอาศัยกันอย่างอารีย์

ตัวบ้านนั้นเป็นอาคารสวย
ประดับด้วยสิ่งของช่างดูดี
ยินว่าบ้านมีศักดิ์มีราศี
รับรางวัลสถานที่ยอดนิยม

รูปลักษณ์บ้านเป็นทรงทันสมัย
ทั้งภายในเป็นแต่งประดาช่างน่าชม
ตัวบ้านวางทางละเมียดละเลียดลม
สระน้ำก็สุดสมช่างดูงาม

พลันเก็บของก็ออกลาจากบ้าน
เพื่อพบพาน “พืชสวนโลก” ดังคำขาน
เราเดินทางออกไปไม่เนิ่นนาน
ถึงสถานชื่อดังช่างน่าดู

เรียงแถวตามเด็กแลผู้ใหญ่
เราเดินไปตามทางที่วางอยู่
เมื่อผ่านเข้าก็ขึ้นรถเพื่อชมด
เพื่อจะรู้ว่าสถานใดหน้าไปเยือน

รถแล่นถึงสถานีที่สาม
เราก็ตามกันลงคนกลาดเกลื่อน
ณ ที่นั้น “หอคำหลวง” ที่ว่าเหมือน
จะเป็นสิ่งย้ำเตือนในงานนี้

เราเดินเข้าดูหออย่างตื่นเต้น
ผู้คนเต็มล้นออกละล้นที่
เดินชมทั่วทั้งหอชุดแสนดี
แล้วก็ออกจากที่นี่เดินต่อไป

ดูสวนของประเทศนานาชาติ
ทั้งญี่ปุ่น จีน ช่างประหลาดน่าดูใหญ่
ฮอลันดา เบลเยี่ยม ที่แสนไกล
ก็จัดไว้อย่างน่าชมเต็มติดตา

ทั้งภูฏาณ ลาว เขมร และเวียดนาม
น่าเกรงขามในสวนมีมนตรา
สวนระเรี่ยเขียวขจีทั้งทั่วหล้า
สุขนักหนาที่ได้ชมได้เดินดู

แล้วยังไปตามสวนบริษัท
ที่มาจัดมาแสดงอย่างพลั่งพลู
ธนาคาร ห้างร้าน จัดสรรแสดงสู้
ผู้คนดูเปี่ยมยินดีปรีดานอง

ผ่านจุดนั้นก็กินภัตราหาร
ในสถานที่จัดเตรียมไว้รับรอง
เป็นอาหารที่ประหยัดไว้รองท้อง
เรากินแล้วเราก็นอนพักกายา

พักหลับนอนสักพักก็ตื่นขึ้น
ตาถลึงเดินต่อด้วยความล้า
เพราะเหตุต้องแข่งขันกับเวลา
จึงย้ำขาเดินพากายาไป

เดินดูพืชนานาหลากชนิด
แล้วก็ติดใบโพธิ์ที่ต้นไม้
เพื่อเทิดเกียรติราชาอ้าองค์ไท้
เขียนชื่อไว้ประดับประดับองค์

นอกนี้ยังได้ดื่มชาช่างน่าพิศ
“อูหลง” จิบที่ว่าราคาหงส์
กิโลกรัมหลายหมื่นเห็นแล้วปลง
แต่ได้ดมได้ชิมน่ายินดี

แล้วเดินทางไปต่อที่สวนสัตว์
เรียกให้ชัดชื่อว่า “ไนท์ซาฟารี”
เป็นสวนสัตว์ที่ท่องเที่ยวยามราตรี
ดูสิ่งมี ชีวิตพินิจชม

ได้ดูเห็นเสือโคร่งสิงโตใหญ่
จิ้งจอกไซร้เลียงผาฮิปโปกลม
นกกระจอกเทศ อีมู ช่างน่าชม
ทั้งตัวสม-เสร็จช้างกระทิงดำ

ทั้งหมีควายหมีหมาน่าพินิจ
ดูแล้วคิดไปไกลช่างนึกขำ
เปรียบพฤติกรรมสัตว์กับคนสนุกมัน
ยอกล้อกันเล่นขันช่างสุขใจ

แล้วเดินทางกลับบ้านหลังเดิมนั้น
“โอสถาพันธุ์” ยังต้อนรับเรากันใหญ่
ได้นอนพักในบ้านแสนสบายใจ
หลับนอนไปเก็บแรงไว้พองาม

นอนพักกายที่บ้านในคืนแรก
เช้าก็แบกกายาขึ้นรถตาม
เพื่อจะไปกินโจ้กอร่อยกันสักชาม
ณ ที่ร้าน “สมเพชร” เอร็ดดี

กินโจ้กพลางก็กินปลาท่องโก๋
อร่อยโก้สุขสม-สมบูรณ์ศรี
แล้วเดินทางไปเที่ยววัดช่างสวยดี
แล้วต่อที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์

ได้รู้เรื่องการตั้งเมืองเชียงใหม่
สามบพิตรคิดการไซร้ในใจวาด
ผู้พิชิตครอบครองมีอำนาจ
เหนือถิ่นภาคนครพิงค์อันยิ่งยง

ลางบอกเหตุมีแจ้งในหลายอย่าง
ทั้งหนูใหญ่มาสามแม่ลูกสม
ทั้งช้างพังเดินแม่ลูกน่าดูชม
แล้วอีกหลายสิ่งสมเปี่ยมปิตี

จึงดำริสร้างเมืองนครพิงค์
ที่สามารถคุมทุกถิ่นนานนับปี
เป็นเมืองหลวงล้านนาน่าสุนทรีย์
ครองเช่นนี้โดยกษัตริย์หลายพระองค์

ครั้น ร.หนึ่งทรงเสด็จขึ้นครองราชย์
ตั้งหลวงชาตินครพิงค์มีศรีสม
ให้ปกครองเป็นใหญ่อย่างอาจองค์
ระรวมพลสร้างเมืองอันยิ่งใหญ่

สืบต่อหลวงผู้ครองแดนได้ถึงเก้า
ปฏิวัติก็น้าวสู่วันใหม่
เชียงใหม่เป็นเพียงจังหวัดของชาติไทย
ยะอยู่ไปโดยไร้กษัตริยา

ได้ทราบเรื่องเชียงใหม่มาโดยคร่าว
ออกจากนั้นซื้อเหล้ามาหลายฝา
แล้วเดินทางขึ้นดอยสูงสุดตา
เพื่อจะมาพิชิตสุดยอดแดน

เดินทางไปพักสถาน “บ้านไผ่
-ไพรวัน”ไซร้ขนานนามบ้านสุขแสน
กินข้าวเย็นแล้วนั่งเล่นในต่างแดน
กินเบียร์แล่นจนหลับตอนค่ำคืน

ตื่นตอนเช้าออกจากบ้านก่อนวันรุ่ง
รถตู้พุ่งไปยอดดอยไม่คิดฝืน
ถึงจุดยอด ”อินทนนท์” ได้หยัดยืน
สูงกว่าทั่วที่อื่นในแดนไทย

ณ ที่นั้นอุณหภูมิช่างเหน็บหนาว
กายสั่นเร้าสะท้านลมสุดบอกได้
ต่ำสุดที่หนึ่งองศาพาตาลาย
หนาวทั่วกายต้องเพิ่มเสื้ออีกหนึ่งตัว

แล้วเดินทางไปต่อทางข้างล่าง
เรียกว่าทาง “กิ่วแม่ปาย” ป่าสลัว
มีน้องน้อยพาเข้าไปจึงไปกลัว
ต้องเดินทั่วสามกิโลจึงกลับมา

ณ ตอนแรกเดินผ่านป่าไม่น่าอยู่
มันอุดอู้ เป็นดงดิบ อารมณ์ป่า
ครั้นพอเดินพ้นเขตพงพนา
ก็พบสถานที่ที่สูงค่ากว่าสิ่งใด

ณ ที่นั้นคือจุดเปลี่ยนของเทือกเขา
จากป่าดิบที่เราเดินผ่านไป
ณ ที่นั้นสามารถเห็นทุ่งหญ้าได้
ตัดป่าไซร้ดูงามกว่าใดปวง

ระเรื่อมองเห็นเส้นขอบฟ้าชัด
สวยตระหงัดกว่าสถานในโลกล้วน
เป็นภาพที่ประดับใจกว่าสิ่งปวง
ในอกทรวงช่างตื้นตันอลังการ

แล้วเดินทางไหว้สถูปเสด็จพ่อ
ที่ทรงก่อสร้างไว้เป็นแก่นสาร
มีสวนดอกไม้สวยงามสุดตระกาน
เห็นสมใจก็พานเดินต่อไป

แล้วดำเนินไปกินข้าวกลางวัน
กินปลามันที่ในหลวงเพาะพันธุ์ไว้
ชื่อ “ปลาเทร้าซ์” ที่ทรงเลี้ยงด้วยใจ
ให้คนไทยมีอาชีพเป็นมั่นคง

เดินทางไหว้ดอยสุเทพคู่บ้านเมือง
ดอยต่อเนื่องสองดอยช่างหน้าขัน
ร่างอ่อนหล้าแต่ต้องเดินด้วยพลัง
เพื่อไปยังถิ่นสถานคู่เชียงใหม่

พระครูบาศรีวิชัยเคยอยู่นี้
หลายร้อยปีคนละยุคแลสมัย
เป็นผู้สร้างวัดวาอารามให้
เป็นผู้สร้างดอยนี้ไซร้ให้ยิ่งยง

แล้วเดินทางไปกินหมูกระทะ
จนอ้วนบะรถตู้ก็ไปส่ง
กลับสู่บ้านพักกายาเป็นมั่นคง
เล่นไพ่แล้วหลับลงอย่างอ่อนเพลีย

ตื่นตอนเช้าเดินทางไปไร่สตรอเบอร์รี่
กินจนพีอร่อยสมไม่มีเสีย
เดินเด็ดผลสุดมันไม่อ่อนเพลีย
เด็ดไปพลางก็เลียแลก็กิน

แล้วเดินทางไปเก็บของที่บ้าน
เดินซื้อของที่สถาน “มโนรถ” ถิ่น
ซื้อไปเดินไปก็พลางกิน
จนท้องอิ่มเป็นมื้อเย็นสุดโอชา

แล้วเดินทางไปต่อถนนคนเดิน
ไปดำเนินซื้อของมากนานา
เราซื้อย่ามสุดสวยสมราคา
ซื้ออีกมาฝากให้คนรอบกาย

และแล้วเราเดินทางกลับเมืองกรุง
ตะวันรุ่งก็ถึง ณ ที่หมาย
ยังระลึกถึงวันผ่านมาได้
ช่างสุขสมฤทัยที่ได้มา

เป็นประสบ-การณ์ศรี ที่ดีเยี่ยม
ได้เยี่ยมเยียนนครพิงค์ตระกานตา
นอกนี้ได้อยู่กับเพื่อนช่างเริงร่า
เป็นวันที่สูงค่าน่าจดจำ

หากมีการเดินทางอีกเราอยากไป
เพราะสุขใจที่ได้ไปได้เดินย่ำ
บนแผ่นดินต่างถิ่นสุดสุขสันต์
เจอผู้คนต่างพันธุ์น่าชมเอย

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

สู้ทางความคิด



มวลชนประหักค้าน............ความคิด
หมายเหตุผลพิชิต.............ต่อต้าน
หาใช่ว่าเอาชีวิต................คิดฆ่า กันนา
ทำเช่นดั่งนี้ร้าง..................หลักแท้ ความดี

ข้าพเจ้านั้นบ่ต้าน.............สนธิ
และบ่หนุนดำริ.................มากไซร้
เพียงยืนดั่งชมติ...............กับการ กระทำ
เพียงแต่ใฝ่ฝันไว้.............ชาติให้ สามัคคี

ปืนกระสุนลั่นปั้ง...............ร้อยครา
หมายเล่นดับชีวา.............จบไซร้
เป็นโจรชั่วไร้ธรรมา.........เป็นชาติ ทรชน
มันจึ่งยึดถือใช้................ฆ่าล้าง วิธี

ขอสมานความสุขโอ้...........โลกันต์
จงปกป้องชีวิตกัน.............ทั่วหน้า
จะเหลืองแล่ะแดงนั้น...........มิใคร่ ความตาย
เพียงช่วยรักษาอ้า.............อย่าได้ สิ้นบุญ

และขอพรคณะเจ้า............เทวัณ
ให้คุณสนธินั้น...................รอดด้วย
ให้ไทยรู้ค่ากัน..................ไม่หัก ประหาร
ให้ชาติไม่มอดม้วย............อย่าได้ เสียใคร

นิติรัฐ นิติธรรม .....






ปรัชญาการบ่งชี้..............ปกครอง
หลักกฏไม่มีสอง..............แยกได้
เป็นกฏไม่เป็นรอง.............ความเชื่อ ใดนา
นี้ดั่งได้กล่าวไว้...............จึ่งพ้อง นิติรัฐ

หากมิได้ยึดไว้..................สัตย์เช่น
ฤๅจักเห็นว่าเป็น...............งดได้
อธรรมจักส่งเหม็น.............กลิ่นโฉ่
ชาติเช่นว่านี้ไซร้..............จักไร้ ร่มเย็น

ขอวอนร้องท่านผู้...............-นำนา
จงยึดหลักธรรมมา..............แน่นไว้
ป้องไว้ซึ่งสิทธิหน้า.............-ที่มั่น นักแล
เพื่อชาตินั้นเดินได้..............อย่างไซร้ สงบควร

บังคับออกกฏใช้..................คือกัน
แหละนี่จะน้อมนำ...............ชาติให้
ปรองดองแล่ะสุขสันต์........เย็นร่ม ทั่วแดน
ต่อคู่แค้นรักไซร้..................จึ่งไร้ ราคี


หลังจากที่ได้แต่งโคลงนี้ไป ผมได้เอาไปให้รุ่นพี่นักเลงกลอน (พี่หนุ่ม) ที่เคารพดู
และพี่เค้าได้ปรับแก้ให้ ไพเราะมากครับ ดังนี้

ปรัชญาแบบบ่งชี้..............ปกครอง
เกณฑ์กฏมิมีสอง...............ทราบได้
เป็นกฏไป่เป็นรอง.............ฤาเชื่อ ใดดี
กำหนดกฏเกณฑ์ไว้...........ว่าพ้อง นิติรัฐ

หากรัฐร่ายปากไร้................ศีลสัตย์
เกิดประหารประหัตถ์.........ฮึกสู้
อธรรมก็อุบัติ.....................บาปเบ่ง
ชาติชั่วชนก็รู้.....................จึ่งไร้ ร่มเย็น

เป็นประนมหัตถ์คู้...............คืบคลาน
ยึดหลักธรรมภิบาล.............แบบไว้
ป้องสิทธิเสถียรปาน...........ประหนึ่ง หลักแล
ชาติจักธำรงได้..................สุขไซร้สถาพร

ก่อนออกกฏช่วยใช้................พินิจ
ตรองตรึกทั้งถูกผิด.................พบถ้วน
กฏหมายจึ่งศักดิ์สิทธิ์..............สถิตดั่ง...ตราชู
ทุกอย่างตีตามล้วน.................เจตน์น้อมจำนงค์

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

รัฐวิถี บนความขัดแย้ง









แผ่นดินไทยลุกร้อน...........เหลือทน นักแล
ฤๅจักหาทางแห่งหน.................ออกได้
กลายเป็นรัฐทรชน...........ไฟมอด เห็นชัด
สามัคคีหามีไซร้.............ทั่วหล้า ดูแคลน

เหล่าปราชญ์ผู้เปี่ยมรู้..............ชาวนา
เหล่ากรรมกรก็มา..................กู่ก้อง
เหล่าวาณิชนำประชา...............รุกล่อ
นักศึกษาประกาศร้อง........ด่าท้อ การเมือง

เหมือนบ้านแปรขื่อไร้.............ค้ำยัน
สีเลือดก็ไหลพลัน...............สุดต้าน
ต่างคนคิดอื่นนั้น..........เป็นศัต-ตรูเอย
ต่างคิดจะฆ่าล้าง........เชือดเกลื้อ กลบดิน

แผ่นดิน ถิ่นสยาม ในยามนี้
ปัฐพี เศร้าสร้อย และหมองหม่น
อันที่พึ่ง หายาก ลำบากล้น
อันผู้คน แตกระสาน เป็นซ่านเซ็น

เศรษฐกิจ ตกต่ำ เป็นประวัติ
เห็นได้ชัด การค้า ลำบากเข็ญ
สังคมก็ หม่อนหมอง สุดจะเป็น
มิเล็งเห็น ที่ซึ่ง จะพึ่งพาน

เหมือนระกำ ซ้ำเคราะห์ กระเทาะเข้า
เมื่อพวกเรา แตกสามัคคี มหาศาล
เมื่อคิดต่าง ใช้กำลัง ประหักหาร
เหมือนว่าบ้าน ไร้ขื่อแปร ให้ดำรง

ต่างหยิบยก ชอบธรรม แต่ละฝ่าย
ล้มทำลาย อีกข้าง ให้ปลดปลง
ฤๅประเทศ ไร้ทางออก ไร้ทางคง
ฤๅชาติไทย เป็นไพรพง ให้ทำลาย

ประเทศชาติ กลายเป็น ถิ่นแดงเหลือง
กลายเป็นเรื่อง หน้าเศร้า และเลวร้าย
ในอดีต เคยแบ่ง เป็นขวาซ้าย
ผ่านมาหลาย นานปี ไม่ต่างกัน

เปลี่ยนให้เหลือง หมดประเทศ รึแก้ได้
เปลี่ยนให้กลาย เป็นแดง รึสุขสันต์
แบ่งเป็นครึ่ง ชนกัน พัลวัน
มิเห็นซึ่ง วันนั้น จะปรองดอง

อยู่สุดขั้ว ใช่หนทาง ในการแก้
แสดงออก ให้เต็มแย่ ก็หม่นหมอง
เมื่อเปลี่ยนผลัด รัฐนาวา ตีตราจอง
ลงกฐิน มาสนอง ก่อชุมนุม

เป้าประสงค์ ผู้คน ก็รักชาติ
เพียงเราขาด สามัคคี ระหว่างกลุ่ม
เพียงเราห่าง จุดร่วม ที่เครือคลุม
จึงทะเลาะ จึงสุม ความเคืองใจ

เพราะเราต่าง รับฟัง สื่อข้างเรา
มีความจริง ที่ปลุกเร้า ใจเราได้
บางข่าวก็ ต่างสื่อ ลือกันไป
บางข่าวไซร้ เรื่องเดียว คิดสองมุม

ถึงเวลา เปิดใจ กันให้กว้าง
รับฟังทาง ทุกด้าน ของทุกกลุ่ม
ใช้ตรรกะ เป็นทางคิด ทุกแง่มุม
หามิติ ที่เห็น เป็นความจริง

และรู้รัก สามัคคี เป็นที่ตั้ง
อาวรณ์กัน เข้าใจ ในทุกสิ่ง
เพราะเราคือ พี่น้อง กันจริงจริง
ต้องประคอง บ้านให้นิ่ง จึงสงบ

ยึดถือหลัก กฏหมาย เป็นธงนำ
ไม่กระทำ ฝ่าฝืน หรือเลี่ยงหลบ
หากทำผิด ยอมรับโทษ ไม่สู้รบ
ต้องเคารพ กติกา ไม่ฝ่าฝืน

และผู้นำ ประเทศ คราไหนไหน
จะต้องใช้ ยุติธรรม เป็นตัวยืน
อย่าได้ใช้ สองมาตรวัด ผ้าหนึ่งผืน
ประเทศชาติ จะพังครืน ในชั่วยาม

สุดท้ายคือ ย้อนคิด ชีวิตนี้
เหยียบอยู่บน ธรณี ดินสยาม
ไม่กี่ปี ชีวี ก็วายวาง
หมั่นเพียรสร้าง รักษาไทย ให้ลูกชม

หากเข่นฆ่า ทำลาย ปัฐพี
เผาบ้านนี้ เมืองนี้ อย่างสาสม
หากทะเลาะ กร่นด่า ปาอาจม
รึสาปส่ง อีกฝ่าย ไม่ปราณี

แสวงหา เข่นฆ่า ทรราชย์
โดยล้างชาติ ล้างแผ่นดิน จนป่นปี้
ปฏิวัติ ล้างบาง สิ่งดีดี
เพื่อไล่จับ ทรพี ไม่กี่นาย

ประเทศไทย เหลืออะไร ให้อยู่ยง
คนยังคง ยึดศรัทธา เป็นอาศัย
ร่วมสร้างบ้าน แปลงเมือง ก่อนเราตาย
เป็นที่พัก ลูกหลานไทย นานเท่านาน

แผ่นดินจึงหมดร้อน..............อยู่มั่น
พ้นพิษที่โหมหัน.................เข่นข้า
เหล่าน้องพี่อยู่กัน..........สามัค – คีแฮ
ประเทศสงบสุขอ้า............ไป่สู้ รบตี

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552

’รงค์ วงษ์สวรรค์




ปลายปากกา ตระหวัดเส้น กระเซ็นหมึก
ให้หวนนึก ปูชนียะ นักเขียน
ที่วาดลาย กลายเป็นเรื่อง ให้รู้เรียน
ที่เป็นเอก แห่งความเพียร และสร้างสรรค์

เสียงขูดเส้น บนกระดาษ ที่ราบลื่น
เปลี่ยนเป็นอื่น เป็นงาน ค่าอนันต์
เปลี่ยนกระดาษ ขาวเกลี้ยง อย่างสุขสันต์
ให้เป็นสิ่ง ยืนยัน คู่แผ่นดิน

พญาอินทรีย์ แห่งสวน ลายอักษร
ที่เคยล่อน ผ่านแผ่นฟ้า สง่ายิ่ง
สะบัดปีก ทั่วพงไพร ทั้งแดนดิน
วันนี้บิน จากฟ้า ลับลาไป

บินไปสู่ สวรรค์ ชั้นที่สูง
ไปเป็นยูง ค้ำฟ้า เมฆไสว
บนโลกก็ เด่นประดับ ชื่อเอาไว้
ว่า ‘รงค์ นั้น ยิ่งใหญ่ ในปัฐพี

เป็นรากฐาน งานเขียน ให้เรียนรู้
เป็นคุณครู แห่งวรรณกรรม อันสุขศรี
เป็นผู้ใหญ่ นักเขียน นักกวี
เป็นคนดี ชื่อจารึก เป็นนิรันดร์

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Happy New Year 2009


เนื่องในวาระการสิ้นสุดปี 2551 และวันขึ้นปีใหม่ 2552 ผมขออวยพรให้ท่านทั้งหลายมีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่สมบูรณ์ เอาชนะปัญหาและอุปสรรคนานัปการให้จงได้ครับ

สาเหตุที่ผมนำภาพนี้มาให้ท่านทั้งหลายได้ชมกัน เนื่องจากเป็นภาพที่สวยงามที่สุดภาพหนึ่งในปี 2551 ที่ผ่านมาในทัศนะของผม

สวนสัตว์ในอิสรเอลหาวิธีช่วยเหลือเต่าที่เป็นอัมพาตขาหลังได้โดยการติดล้อให้เจ้าเต่า เพื่อให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ผลปรากฏว่ามัน "ดีเสียยิ่งกว่าปกติ" เสียอีกครับ เนื่องจากเจ้าเต่าเพศเมีย นาม "อะราวา" รายนี้สามารถเดินได้เร็วกว่าเต่าปกติ ก็เล่นติดล้อไว้ข้างหลังตั้ง 2 ล้อ กลายเป็นออกแรงนิดเดียวก็ไหลไปได้สบายๆ

ที่เล่าข่าวให้ฟัง ไม่ได้ตั้งใจจะมาเชิดชูว่าคนยิวเขาเก่งขนาดไหนในการช่วยให้เต่าตัวหนึ่งสามารถเดินได้ และใช้ชีวิตตามปกติ แต่ผมอยากจะให้ท่านทั้งหลายดู แล้วพินิจว่า

คนเรานั้นบางครั้งเลือกที่จะเป็นสิ่งใดไม่ได้ เหตุการณ์บางเรื่องเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เกินการคาดเดา บางครั้งเราท้อแท้ท้อถอยกับผลการเรียน กับการตำหนิของเจ้านาย กับการตกงาน กับหุ้นตก หรือกับธุรกิจที่ล้มละลายในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้

ท้อแท้ได้ แต่พ่ายแพ้ไม่ได้ครับ ล้มแล้วต้องลุกขึ้นสู้ "อะราวา" แสดงให้เห็น "คุณค่า" บางอย่างครับ ว่าบางครั้งการพ่ายแพ้ หรือ โชคร้ายนั้น บางทีถ้าเรารู้จักที่จะต่อสู้กับมัน เอาชนะมัน ผลอาจจะออกมาดีเสียวิ่งกว่าตอนที่เรายังปกติอยู่ซะอีก

ก็เกือบลืมเล่าไปครับ เจ้า "อะราวา" หลังจากติดล้อได้ไม่นาน ก็มีเต่าตัวผู้มาหลงรักเข้าให้ครับ โดยทางสวนสัตว์เล่าว่าเจ้าเต่าหนุ่มทีแรกก็มีท่าที่แปลกใจกับล้อของเต่าสาวตัวนี้ แต่ก็เป็นจุดดึงดูดให้ทั้งคู่พบรักกัน

เป็นกำลังใจให้ท่านท้ังหลายในวันปีใหม่ครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ

วิญญ์ เลิศไพรวัน


ข่าวสด 19 สิงหาคม 2551

เมื่อ 19 ส.ค. เอเอฟพีรายงานว่า สวนสัตว์เยรูซาเลม ไบบลิเคิล ในนครเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล เปิดตัว "อะราวา" เต่าพิการเพศเมียพันธุ์แอฟริกา วัย 10 ปี ที่เป็นอัมพาต 2 ขาหลัง แต่ก่อนเดินไม่ได้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ติดล้อให้ ตอนนี้เดินได้แล้ว แถมยังหาคู่ได้อีกด้วย

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ เล่าว่า อะราวาเป็นอัมพาตที่ขาหลัง เจ้าหน้าที่จึงได้ติดแผ่นเหล็กติดล้อให้ 2 ล้อมัดไว้กับกระดองเพื่อให้มันเคลื่อนที่ได้ในหลายทิศทาง โดยขณะนี้เจ้าอะวารามีคู่แล้ว เป็นเต่าที่อยู่ในสวนสัตว์มาก่อน ซึ่งแสดงท่าทีแปลกใจกับกระดองเต่าติดล้อเลื่อนของมันเหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

น้ำค้างที่นองบนใบหญ้า

น้ำหยดใหญ่ เนืองนอง บนใบหญ้า
จากฝนตก ที่ผ่านมา หลายทีหน
ปริ่มบนใบ แต่ไม่ ร่วงไหลลง
ยังอยู่คง ปริ่มคา ยอดหญ้างาม

เป็นน้ำอุ้ง หนักหญ้า ทำคาโน้ม
หญ้าเริ่มโค้ง รับไม่ไหว ในคืนยาม
หญ้าไหวเอน แต่หยัดทน อยู่ทนทาน
สู้สะท้าน น้ำหนัก ทะลักตัว

น้ำคืนนี้ ก็เพิ่ม ขึ้นมาอีก
เกินกว่าปีก จะรับไหว มืดสลัว
หญ้าโน้มหญ้า ใบล้า ล้มทั้งตัว
น้ำที่นอง อยู่ทั่ว ก็หล่นไป

พอน้ำไหล จากไป จากใบหญ้า
หญ้าก็ชู ชันหน้า กลับมาใหม่
เจริญงาม สูงสง่า กว่ากาลใด
ต้นสูงใหญ่ เขียวขจี ทุกวี่วัน

อนิจจัง เปรียบเหมือน เรื่องปกครอง
ระบอบที่ ยืนจอง ศักดาใหญ่
ไม่รับฟัง ยอมรับ เสียงจากใคร
ยืนเพื่อได้ กอบโกย เข้าส่วนตน

หญ้ายังทน ก็ได้แต่ แค่รอตาย
หากยังหมาย เจริญงาม ในแห่งหน
จงสะบัด จงโค้ม จงโน้มลง
ให้น้ำหล่น จากใบ ให้รากกลืน

Winn On Youtube

Pedestrain On TV (บังเอิญมาก)